สำหรับคนที่ทำอาชีพค้าขาย ไม่ว่าจะขายของออนไลน์หรือหน้าร้าน การรับเงินผ่านบัญชีธนาคารคือสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมไร้เงินสด ซึ่งสิ่งที่ตามมาที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ เมื่อมีเงินผ่านเข้าบัญชีมาก กรมสรรพากรก็อาจจะเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ตามมา ด้วยการอ้างถึงภาษี 400 ครั้งที่คนขายของออนไลน์อาจจะไม่รู้จักมาก่อน ซึ่งวันนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษี 400 ครั้ง เกณฑ์ที่ใช้วัด และการจัดการทั้งหมดแบบครบวงจร เพื่อทำทุกอย่างให้ถูกต้องและไม่ต้องเสี่ยงมีปัญหาตามมา
ภาษี 400 ครั้งคืออะไร
ภาษี 400 ครั้ง เป็นชื่อเล่นของภาษี e-Payment คือการที่กรมสรรพากรกำหนดให้ธนาคาร สถาบันการเงิน รวมไปถึงกระเป๋าเงินออนไลน์ (e-Wallet) และแพลตฟอร์มด้านการเงิน (Payment Gateway) ต้องส่งข้อมูลรายงานให้กรมสรรพากรด้วยการนับยอดเงินในธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเกณฑ์การนับยอดเงินดังกล่าวมีดังนี้
- มีการฝากเงินหรือรับโอนเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้ง โดยไม่สนใจว่ายอดเงินที่เข้านั้นจะมีเท่าไร (นับรวมในทุกบัญชีของธนาคารนั้น ไม่รวมธนาคารอื่น)
- มีการฝากหรือรับโอนเงินตั้งแต่ 400 ครั้ง และยอดเงินรวมทั้งหมดมีตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
หากบัญชีของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์คนไหนที่เข้าข่ายนี้ ก็ถือเป็นหน้าที่ของธนาคารที่จะต้องส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากร นอกจากนี้ยังมีกรณีที่กฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, TikTok Shop รวมไปถึงแอปพลิเคชันเดลิเวอรีต่าง ๆ ต้องส่งยอดรายได้ของผู้ขายให้สรรพากร คนขายของออนไลน์จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลีกเลี่ยงภาษี
ยกตัวอย่างเช่น:
- นายเอกวิทย์ ขายเสื้อผ้า และรับโอนเงินยอดละ 199 บาท รวมจำนวน 5,000 ครั้ง ในกรณีนี้ธนาคารจะส่งข้อมูลของนายเอกวิทย์ให้กรมสรรพากร
- นายเอกสิทธิ์ ขายวัสดุก่อสร้าง และรับโอนเงินยอดละ 10,000 บาท เป็นจำนวน 200 ครั้ง รวมยอดทั้งหมด 2 ล้านบาท ในกรณีนี้ธนาคารจะส่งข้อมูลของนายเอกสิทธิ์ให้กรมสรรพากร
- นายเอกภพ ขายวัสดุก่อสร้าง และรับโอนเงินยอดละ 10,000 บาท เป็นจำนวน 100 ครั้ง รวมยอดทั้งหมด 1 ล้านบาท ในกรณีนี้ธนาคารจะไม่ส่งข้อมูลของนายเอกภพให้กรมสรรพากร
มีข้อมูลอะไรบ้างที่สรรพากรรู้
สำหรับภาษี e-Payment หรือภาษี 400 ครั้ง ข้อมูลที่ธนาคารจะส่งให้กรมสรรพากร คือ
- ชื่อ–นามสกุลเจ้าของบัญชี
- เลขประจำตัวประชาชน
- เลขบัญชีเงินฝาก
- ยอดรวมที่เกิดขึ้นจากการฝากหรือรับเงินโอน (เดือนมกราคม - ธันวาคม)
- จำนวนครั้งที่เกิดขึ้นจากการฝากหรือรับเงินโอน (เดือนมกราคม - ธันวาคม)
อย่างไรก็ตาม การรับเงินผ่านบัญชีธนาคารนั้นไม่ได้หมายความว่าจำนวนเงินทั้งหมดจะถือเป็นรายได้ที่ต้องนำไปเสียภาษี หลายกรณีการรับโอนเงินเป็นการรับโอนที่ไม่ใช่รายได้ เช่น รับโอนเงินจากพ่อแม่ พี่น้อง แฟน คืนเงินที่ยืม หรือโอนเงินให้เพื่อนทำบุญ ดังนั้นข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับจะถูกนำไปประมวลผลกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดภาระกับเจ้าของบัญชี
ในส่วนของกฎหมายแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 กำหนดให้แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีเกิน 1,000 บาท ต้องส่งข้อมูลบัญชีพิเศษสำหรับอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม ซึ่งประกอบไปด้วย:
- เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขทะเบียนนิติบุคคลของร้านค้า หรือเลขหนังสือเดินทาง (ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ)
- ชื่อร้านค้า ชื่อนิติบุคคล หรือชื่อผู้ประกอบการ
- รายได้ของร้านค้าที่ใช้คำนวณค่าธรรมเนียมการขายบนแพลตฟอร์ม (ยอดขายนี้คือยอดขายรวมต้นทุน ไม่ใช่แค่กำไร ตลอดระยะรอบบัญชี)
- ค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บจากผู้ประกอบการ
- รายได้อื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการได้รับจากการขายบนแพลตฟอร์ม เช่น ยอดค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ส่วนแบ่งค่าโฆษณา
- ข้อมูลบัญชีธนาคารที่เอาไว้ใช้รับเงิน
แพลตฟอร์ม-ธนาคารอะไรบ้าง ที่ส่งข้อมูลให้สรรพากร
ธนาคารที่ส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรคือธนาคารทุกแห่งในไทย นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินที่เป็น Non-Banks ทั้ง e-Wallet ไม่ว่าจะเป็น TrueMoney, Rabbit LINE Pay, ShopeePay, GrabPay, Xplore ฯลฯ และ Payment Gateway ที่เป็น Non-bank เช่น Omise, 2C2P, Payso, Paysbuy ก็ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรเช่นกัน
ภาษี 400 ครั้ง ใช้เฉพาะกับคนขายของออนไลน์หรือไม่
หลายคนอาจจะมองว่าภาษี 400 ครั้งจะถูกจับจ้องเฉพาะคนขายของออนไลน์เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วหากเป็นการค้าขายหน้าร้านและมีการโอนเงินด้วย ภาษี 400 ครั้งก็จะถูกนำมาคิดด้วย เพียงแค่ว่าคนที่โดนนั้นมักจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เนื่องจากช่องทางการรับเงินจะต้องเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารอย่างเดียว
ขายของออนไลน์แล้วโดนภาษีย้อนหลัง เกิดจากสาเหตุอะไร และวิธียื่นภาษี
สาเหตุที่คนค้าขายและคนขายของออนไลน์ถูกภาษีย้อนหลัง เนื่องมาจากสาเหตุหลากหลาย อาทิ:
- ไม่มีความรู้ ไม่รู้ว่าจะต้องยื่นภาษี หรือยื่นภาษีไม่ถูกต้อง
- ไม่ถูกสรรพากรเรียก เลยคิดว่าสรรพากรไม่มีข้อมูลและไม่ได้จับตา
- ไม่รู้ว่ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท และไม่ได้จด VAT
- ไม่มีการทำบัญชี ไม่มีการแยกบัญชีธุรกิจและบัญชีส่วนตัว
- ไม่เคยยื่นภาษี ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี
อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มีการรับเงินผ่านบัญชีธนาคาร ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะถูกส่งให้สรรพากรแน่นอนและอาจจะโดนภาษีย้อนหลัง ซึ่งเมื่อสรรพากรเรียกตรวจนั้น จะเป็นการดูเฉพาะเงินที่เข้า และให้เราไปอธิบายเงินที่ออกด้วยหลักฐานต่าง ๆ นั่นหมายความว่าเราควรที่จะทำการยื่นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (หากรายได้ถึง 1.8 ล้านบาท) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 ) ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ สามารถศึกษาเกี่ยวกับการขายของออนไลน์เสียภาษีได้ที่นี่
สรุป
ภาษี 400 ครั้ง หรือภาษี e-Payment คือกฎหมายที่กำหนดให้ธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินในไทยส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรเมื่อบัญชีนั้นเข้าเงื่อนไข ซึ่งกรมสรรพากรจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลและดูว่าเงินที่เข้า-ออกนั้น มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งยังมีกฎหมายที่ให้แพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งรายได้และข้อมูลต่าง ๆ ให้กรมสรรพากร และหากพบว่าไม่มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องก็อาจจะถูกเรียกภาษีย้อนหลัง ทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ทำการค้าขายผ่านแพลตฟอร์มทุกแบบและต้องรับเงินผ่านบัญชีธนาคาร จะถูกเพ่งเล็งและยากมากที่จะเลี่ยงภาษีได้
ทั้งนี้ หากเรารู้แล้วว่าเราเข้าข่ายที่จะโอนเงินเข้าออกเยอะ และกิจการที่ทำนั้นเป็นกิจการที่ต้องรับเงินเข้าออกผ่านบัญชีธนาคาร ก็จำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องมีการทำบัญชีอย่างเป็นกิจลักษณะ และหากรายได้ในแต่ละปีเกิน 1.8 ล้านบาท เราก็ต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และทำการออกใบกำกับภาษี – ใบเสร็จรับเงินให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกระดาษหรือ e-Tax Invoice ซึ่งจะช่วยให้เราจัดการงานภาษีได้ง่าย เข้าใจเรื่องเงินเข้า-ออก และลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสรรพากรด้วย
ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ eTax ได้ที่
Blog: www.etaxgo.com/blog
Facebook: https://www.facebook.com/eTaxGo.official

