ที่ผ่านมา สำหรับผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษี เมื่อถึงช่วงใกล้สิ้นปีก็จะต้องหาวิธีการลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุด แต่พบว่ามาตรการการลงทุนบางมาตรการ เมื่อหมดอายุแล้วก็ไม่มีต่ออีก เช่น LTF SSF นั่นจึงทำให้รัฐบาลหามาตรการการลดหย่อนภาษีที่ยั่งยืน คุ้มค่า และจูงใจให้คนรายได้ปานกลางหันมาออมเงินระยะยาวเพื่อลดหย่อนภาษี และลดหย่อนภาษีได้คุ้มค่ามากที่สุด จึงเกิด Tisa แต่ Tisa คืออะไร เราจะมารู้จักกัน
Tisa คืออะไร
Tisa หรือ Thailand Individual Saving Account คือมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนส่วนบุคคล ส่งเสริมให้เกิดการออมในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ที่เป็นการสนับสนุนการออมในระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ โดยผู้ที่ลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุนจากค่าเบี้ยประกันชีวิต แบบบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน RMF ThaiESG จากเดิมที่มูลค่าการลงทุนบางประเภท ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 หรือ 500,000 บาท ตอนนี้ทุกประเภทรวมกันแล้วมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนได้ตามความต้องการ เพื่อนำมาลดหย่อนภาษีต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่การลงทุนเหล่านี้จะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันไป บางส่วนเป็นการลงทุนระยะเวลา 7-10 ปีถึงไถ่ถอนได้ แต่หากเป็นบัญชี Tisa จะต้องถือหน่วยลงทุนอย่างน้อย 5 ปีและไถ่ถอนได้เมื่ออายุ 55 ปี
ที่มาของ Tisa
ที่ผ่านมา การลดหย่อนภาษีของไทยจะผูกอยู่กับการออมและการลงทุน ทั้ง LTF SSF ThaiESG ซึ่งหมายถึงการเข้าไปซื้อหุ้นไทยและถือตามระยะเวลาหนึ่ง หากลงทุนถูกก็จะได้ทั้งกำไรจากหุ้น และได้ลดหย่อนภาษี แต่ที่ผ่านมาหุ้นไทยให้ผลตอบแทนไม่ดีเท่าที่ควร มาตรการลดหย่อนภาษีด้วยการถือหุ้นไทยในระยะเวลานานจึงยังไม่ตอบโจทย์ และอีกอย่างคือ การลงทุนประเภทนี้มักจะเอื้อประโยชน์กับคนมีรายได้สูงเป็นส่วนมาก
เพื่อให้การลดหย่อนภาษีเอื้อกับคนที่มีรายได้ปานกลาง และเกิดความคุ้มค่ามากกว่า ทางสรรพากรจึงได้ออก Tisa ที่หวังกระตุ้นให้คนที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง วางแผนออมเพื่อการเกษียณมากขึ้น ซึ่งนำมาจากโมเดล Nippon Individual Saving Account (NISA) ของญี่ปุ่น ที่ใช้ในการกระตุ้นให้ประชาชนออมเงินลงทุนระยะยาว และสนับสนุนให้ประชาชนเปิดบัญชีธนาคารแล้วลงทุนได้โดยตรง
การเปลี่ยนผ่านมาตรการภาษีสู่ Tisa
Tisa เฟส 1
มาตรการ Tisa จะมีอยู่ทั้งหมด 2 เฟส โดยที่เฟส 1 จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 มิถุนายน 2569 และเฟส 2 คือ และเฟส 2 คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว สู่มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวผ่าน Tisa ที่เน้นไปที่การยกเลิกเพดานรายได้ 30% ดังนี้
- ปรับการลดหย่อนภาษีสูงสุด จากเดิมที่การลดหย่อนภาษีระยะยาวในแต่ละกลุ่ม จะมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันบำนาญ กองทุนครูเอกชน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และอีกกลุ่มคือกลุ่ม ThaiESG ที่ซื้อได้ไม่เกิน 30% ของรายได้และซื้อได้สูงสุด 300,000 บาท ทั้งหมดนี้จะถูกนำมารวมกันเป็นก้อนเดียว ซึ่งทำให้ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี สามารถจัดสรรปันส่วนซื้ออะไรก็ได้ แต่ทั้งหมดจะนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 800,000 บาท
อย่างไรก็ตาม กองทุนบางอย่างไม่สามารถลงทุนได้ถึง 800,000 บาท เช่น กองทุนสงเคราะห์ครู กอช. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน
Tisa เฟส 2
เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วย Tisa ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป อาจจะมีการเปิดให้คนไทยที่มีบัญชี Tisa กับบริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สามารถเลือกลงทุนได้อย่างอิสระมากขึ้น เช่น การเลือกเล่นหุ้นรายตัว หรือเลือกลงทุนผ่าน ThaiESG หรือ RMF ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุก็สามารถเลือกออมในพันธบัตรรัฐบาล โดยที่เงินลงทุนหรือเงินออมระยะยาวทั้งหมด จะมารวมอยู่ในบัญชี Tisa ที่เดียว
Tisa ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่
การลดหย่อนของ Tisa จะขึ้นอยู่กับว่า เรามีรายได้พึงประเมินเท่าไร ยิ่งมีรายได้น้อย ออมใน Tisa มาก ก็จะทำให้เราได้ลดหย่อนภาษีมาก ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้วัดคือ เรามีรายได้มากกว่าหรือน้อยกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี
- รายได้น้อยกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี : ลดหย่อนภาษีได้ 1.3 เท่าของที่จ่ายจริง
- รายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี : ลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่าของที่จ่ายจริง
ตัวอย่าง
นายเอกสิทธิ์ มีรายได้พึงประเมินทั้งปีอยู่ที่ 1,000,000 บาท และลงทุนใน Tisa ทั้งหมด 100,000 บาท จะเห็นได้ว่านายเอกสิทธิ์มีรายได้น้อยกว่า 1.5 ล้านต่อปี จึงเข้าข่ายได้ลดหย่อนภาษี 1.3 เท่าของที่จ่ายจริง นายเอกสิทธิ์จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด 100,000 x 1.3 = 130,000 บาท
นายเอกวิทย์ มีรายได้พึงประเมินทั้งปีอยู่ที่ 2,000,000 บาท และลงทุนใน Tisa ทั้งหมด 100,000 บาท จะเห็นได้ว่านายเอกวิทย์มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านต่อปี จึงเข้าข่ายได้ลดหย่อนภาษี 0.7 เท่าของที่จ่ายจริง นายเอกวิทย์จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด 100,000 x 0.7 = 70,000 บาท
ซื้ออะไรเพื่อลดหย่อนภาษี Tisa
สิ่งที่ต้องเข้าใจอย่างแรกคือ วงเงินลดหย่อนภาษีของ Tisa จะได้สูงสุดที่ 800,000 บาทต่อปี ซึ่งสามารถเลือกลงทุนได้คือ RMF, SSF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., ประกันบำนาญ, กองทุนสงเคราะห์ครู, หุ้นรายตัว, กองทุน ETF, การซื้อพันธบัตรผ่านโบรกเกอร์
เงื่อนไขการถือ Tisa
การถือ Tisa ผู้ลงทุนสามารถกำหนดได้เองว่าจะเลือกถืออะไร ในวงเงินไม่เกิน 800,000 บาท แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ
- ผู้ลงทุนต้องถือครองหลักทรัพย์ หุ้น หน่วยลงทุน หรือพันธบัตรที่อยู่ในบัญชี Tisa ไม่น้อยกว่า 5 ปีตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก และถือครองไปจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ จึงจะสามารถไถ่ถอนได้
- ในระหว่างที่ถือครองหลักทรัพย์ หน่วยลงทุน พันธบัตรรัฐบาล จะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ที่เรียกเก็บจากดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร หรือผลประโยชน์อื่นในลักษณะเดียวกัน
- หากลงทุนครบ 800,000 บาทแล้ว ยังมีโอกาสออมเพิ่มอีก 200,000 บาท โดยจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีกำไร ผลตอบแทนที่ได้จากการขายหลักทรัพย์หรือ Capital Gain ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล
- สามารถนำเงินที่ลงทุนในบัญชีของ Tisa ไปใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินฉุกเฉิน ยกเว้นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้ เพราะติด พ.ร.บ.
ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ eTax ได้ที่
Blog: www.etaxgo.com/blog
Facebook: https://www.facebook.com/eTaxGo.official

