ใบเสร็จรับเงิน VS. ใบกำกับภาษี เลือกใช้แบบไหนถึงถูกต้อง
ใบเสร็จรับเงิน กับ ใบกำกับภาษีต่างกันอย่างไร สรุปสาระสำคัญ ความเหมือน ความต่าง และควรขอเอกสารแบบไหนถึงเคลมภาษีซื้อ พร้อมตารางเปรียบเทียบเข้าใจง่าย
Read Moreสำหรับคนที่ค้าขาย นอกเหนือจากเรื่องต้นทุน กำไร ที่ต้องคิดให้หนักแล้ว เมื่อถึงช่วงครึ่งปีหรือปลายปีต้องมาคิดถึงเรื่องภาษีด้วย เพราะหากไม่มีการยื่นภาษีหรือทำบัญชีอย่างเป็นระบบ พ่อค้าแม่ค้าอาจจะตกม้าตายเมื่อโดนเรียกภาษีย้อนหลัง กันหลักแสนไปจนถึงหลักล้าน จากที่เพื่อนโอนเงินคืนค่าข้าว พ่อแม่โอนเงินให้จ่ายค่าคอนโด ไปจนถึงลูกค้าโอนเงินค่าของให้ ทุกอย่างอาจถูกตีรวมเป็นรายได้ทั้งหมดหากไม่สามารถชี้แจงกับกรมสรรพากรได้ วันนี้เราเลยจะมาเรียนรู้กันว่า หากเป็นคนค้าขาย ต้องระวังเรื่องภาษีอะไร เงินโอนแบบไหนที่เสี่ยงโดนภาษี และมีใครบ้างที่ต้องระวังตัวก่อนโดนหมายจากกรมสรรพากร
ในสมัยนี้ไม่ว่าจะค้าขายแบบไหน ก็ต้องมีบัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินพร้อมเพย์จากลูกค้า ซึ่งธนาคารไม่ใช่เพียงแหล่งเดียวที่ทำให้สรรพากรรู้ว่ารายได้ของเรามาจากไหน แต่ยังมีข้อมูลที่เงินเข้าออกอีกหลายทางที่ทำให้สรรพากรรับรู้รายได้ แม้ว่าพ่อค้าแม่ค้าอาจจะพยายามซื้อขายสินค้าด้วยเงินสด หรือออกบิลเงินสดแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับตา แต่ก็ใช่ว่าจะรอด ซึ่งหนทางที่ทำให้สรรพากรรับรู้รายได้มีดังนี้
นอกจากนี้ ธนาคารทุกแห่งในไทย มีหน้าที่ที่จะต้องส่งข้อมูลการเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายให้กรมสรรพากร จากนั้นกรมสรรพากรจะไปประมวลผล และหากพบความผิดปกติก็จะมีการเรียกให้ผู้ประกอบการมาเข้าพบเพื่อชี้แจงที่มาที่ไปของเงิน ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าเงินทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในบัญชีจะเป็นเงินรายได้ เงินบางอย่างเป็นเงินโอนใช้หนี้ เงินที่ได้รับโดยเสน่หา เงินที่ได้รับฝากมาเพื่อโอนต่อหรืออื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้เงินโอนบางอย่างจะต้องเสียภาษี เงินโอนบางอย่างไม่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อสรรพากรตรวจสอบ สรรพากรจะมองแค่เงินที่โอนเข้ามาเท่านั้น และเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องนำหลักฐานไปตอบกรมสรรพากรว่าเงินโอนนั้นเป็นเงินค้าขาย เงินโอนให้เพื่อน เงินโอนให้พ่อแม่ หรือเงินใช้หนี้ หากมีการโอนเงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตามกฎหมาย e-Payment ก็มีความเป็นไปได้ที่กรมสรรพากรจะเรียกสอบ หากเราไม่สามารถชี้แจงได้ หรือไม่มีการทำบัญชีแยกบัญชีธุรกิจ บัญชีส่วนตัวออกมา สุดท้ายสรรพากรจะตีว่าเงินเข้าทั้งหมดนั้นเป็นรายได้ทั้งหมด และเมื่อบวกค่าปรับและเงินเพิ่มเข้าไป ก็อาจจะทำให้โดนภาษีย้อนหลังหลายแสนไปจนถึงหลายล้านบาทก็มี
คนที่มีสิทธิ์จะโดนเรียกสอบนั้น เรียกได้ว่ามีทุกคน แต่จะมีบางกลุ่มที่เสี่ยงจะโดนเรียกสอบเพราะเงินโอนมากกว่าคนอื่นคือ
คนขายของออนไลน์: เนื่องจากมีกฎหมาย e-Service ที่แพลตฟอร์มจะต้องส่งรายได้ของคนที่อยู่บนแพลตฟอร์มให้สรรพากร นั่นหมายความว่าไม่ว่าเราจะขายของบนแพลตฟอร์มไหน ทั้ง Shopee, Lazada, LINE, Grab, LINE MAN, TikTok รวมไปถึงแพลตฟอร์มอย่าง YouTube, Facebook, X ที่ครีเอเตอร์จะมีรายได้จากการเป็นนายหน้าหรือการปักตะกร้า ก็จะมีสิทธิ์โดนภาษีเหมือนกันหมด
คนขายของหน้าร้าน: กลุ่มนี้เป็นไปได้ทั้งพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัด มีหน้าร้านขายของกัน จะมีสิทธิ์ถูกเรียกสอบหากมีการรับเงินผ่านบัญชีธนาคารในจำนวนเยอะ ๆ แม้ว่ายอดเงินจะไม่เยอะ หรือหากรับเงินจำนวนไม่เยอะแต่ยอดเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ก็มีสิทธิ์ถูกสรรพากรเรียกสอบ และหากสรรพากรพบว่ารายได้ถึง 1.8 ล้านบาท ซึ่งต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากพบว่าผู้ถูกเรียกไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เคยยื่นภาษี หรือยื่นภาษีไม่ถูกต้อง มีสิทธิ์สูงที่จะถูกเรียกเงินเพิ่มและค่าปรับตามมา
รับเงินแทนคนอื่น: แม้ว่าเงินนั้นจะเป็นเงินที่ผู้รับได้รับฝากมาและส่งต่ออีกที แต่หากเป็นเงินที่มีจำนวนมาก เช่น คนที่เป็นฟรีแลนซ์รับงานเป็นกลุ่ม แต่ใช้บัญชีของเราเป็นทางผ่านเพื่อส่งเงินต่อให้คนอื่น หรือคนที่เป็นสายบุญรับเงินมาจากหลาย ๆ คนเพื่อนำไปส่งต่อให้วัด หากเงินจำนวนนั้นมีการทำธุรกรรมหลายรายการหรือมีจำนวนมาก ก็อาจจะถูกเพ่งเล็งจากกรมสรรพากรได้ไม่ยาก
การค้าขาย ไม่ว่าจะค้าขายออนไลน์หรือหน้าร้าน มีภาษี 2 อย่างที่ต้องเสียคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จะต้องจดทะเบียนเสียทันทีเมื่อมีรายได้ 1.8 ล้านขึ้นไป และ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยอาจจะคำนวณจากรายได้พึงประเมินหรือรายได้สุทธิ และต้องยื่นภาษีรายได้ทุกปี และหากเป็นกรณีบริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน โดยสามารถศึกษาเกี่ยวกับการเสียภาษีของคนค้าขายได้ที่นี่
แล้วค้าขายอย่างไร ถึงจะสบายใจ ไม่โดนภาษีย้อนหลัง
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าเราจะค้าขายอะไร ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกติดตามและต้องเสียภาษี และยิ่งในยุคนี้ที่เป็นยุคดิจิทัลที่สรรพากรมีข้อมูลในมือจำนวนมากและติดตามข้อมูลได้ไม่ยาก คนค้าขายยิ่งต้องจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องซึ่งสามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ได้จาก
การออกใบกำกับภาษีนั้น คนค้าขายสามารถออกได้เป็นแบบกระดาษ แต่หากต้องการที่จะลดต้นทุน เพื่อประสิทธิภาพ ลดการใช้กระดาษ จัดเก็บง่าย แนะนำให้หันมาใช้การออกใบกำกับภาษีด้วยระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ที่ออกใบกำกับภาษีได้ง่ายด้วยการนำเข้าข้อมูลผ่าน Excel หรือให้ลูกค้ากรอกข้อมูลเอง ไม่ว่าจะค้าขายอะไร ธุรกิจขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็สามารถทำได้ พร้อมกับส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรอย่างครบถ้วน และส่งข้อมูลให้กับลูกค้าที่ซื้อของเข้ามาผ่านอีเมล SMS หรือช่องทางที่กำหนดได้ ทำให้การจัดการภาษีทำได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม
ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ eTax ได้ที่
Blog: www.etaxgo.com/blog
Facebook: https://www.facebook.com/eTaxGo.official
Tags
e-Receipt
ใบเสร็จรับเงิน กับ ใบกำกับภาษีต่างกันอย่างไร สรุปสาระสำคัญ ความเหมือน ความต่าง และควรขอเอกสารแบบไหนถึงเคลมภาษีซื้อ พร้อมตารางเปรียบเทียบเข้าใจง่าย
Read Moreเริ่มต้นใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt ตั้งแต่เลือกประเภท เตรียมเอกสาร CA และ บ.อ.01 จนขึ้นระบบได้จริง พร้อมเริ่มต้นฟรีกับ e-TaxGo
Read Moreวิธีออกใบเสร็จรับเงินให้ถูกต้องตามสรรพากร ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ต่างจากบิลเงินสดและใบกำกับภาษีอย่างไร พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินให้ดาวน์โหลดฟรี
Read More