การวางแผนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME

การทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล มาพร้อมเรื่องภาษีที่ซับซ้อนกว่าบุคคลธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งผู้ประกอบการ SME จำนวนไม่น้อยจึงต้องเสียทั้งเวลาและต้นทุนไปกับการจัดการเอกสารและคำนวณภาษีในแต่ละเดือน จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง eTaxGo และ FlowAccount ที่ได้จัด Webminar เพื่อชี้แนะแนวทางการวางแผนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME แบบครบจบในที่เดียว

ภาษีที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเจอ

โดยรวมแล้ว หากเปิดบริษัทหรือทำกิจการเป็นนิติบุคคล จะต้องเจอกับภาษี 3 อย่างคือ

  1. ภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเราจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เมื่อมีเงินได้ก็ต้องมีการเสียภาษี โดยหากเป็นบุคคลธรรมดาจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และหากเป็นนิติบุคคล จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
  2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม หากเรามีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จะต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องมีการนำส่งรายงาน ภ.พ. 30 ทุกเดือน
  3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในกรณีที่เราเป็นบุคคลธรรมดา เมื่อมีการใช้บริการใด ๆ จะไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่หากเป็นนิติบุคคล เมื่อมีการใช้บริการ อาทิ ค่าขนส่ง ค่าเช่าต่าง ๆ ก่อนที่จะจ่ายเงินจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้และนำส่งให้กรมสรรพากร โดยหากค่าใช้จ่ายเกิน 1,000 บาท จะต้องมีการหัก ณ ที่จ่ายเอาไว้ และนำส่งให้กรมสรรพากรในเดือนถัดไป

ตัวอย่างการหักภาษี ณ ที่จ่าย

หากบริษัทของเราได้จ้างคนมาทำความสะอาด 100 บาท เมื่อบันทึกค่าใช้จ่าย จะบันทึก 100 บาท แต่เมื่อเวลาที่จ่ายเงินจริง เราจะจ่าย 97 บาท โดยที่เราจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายออกมา 3% ตามกฎหมาย เมื่อถึงสิ้นเดือน เราก็นำส่งเงิน 3% นี้ให้กรมสรรพากร

ส่วนทางฝั่งบริษัทที่รับทำความสะอาดนั้น เมื่อมีการบันทึกรายได้ จะบันทึกว่ามีรายได้ 100 บาทเช่นกัน โดยคิดเป็นเงินที่ได้รับจริง 97 บาท ส่วน 3 บาทนั้น จะถูกนำมาคิดเป็นเครดิตทางภาษี และเมื่อถึงสิ้นปีที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินจำนวน 3 บาทนี้จะถูกนำไปหักลบด้วย โดยที่ทางบริษัทจะต้องมีการเก็บทวิ 50 เอาไว้เป็นหลักฐาน

เอกสารทวิ 50

เมื่อมีการจ่ายเงินแล้ว เราต้องออกเอกสารทวิ 50 หรือหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย การออกเอกสารต้องออก 2 ฉบับ โดยฉบับแรกจะให้กับคู่ค้าหรือผู้ที่ถูกหักเงินภาษี ส่วนอีกฉบับให้คนที่หักเงินเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำส่งสรรพากรในเดือนถัดไป และการออกทวิ 50 นั้น จะมีแบบฟอร์มที่แตกต่างกันคือ

  • กรณีที่คนรับเป็นบุคคลธรรมดา รับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตำแหน่ง แบบฟอร์มที่ใช้จะเป็นแบบ ภ.ง.ด. 1
  • กรณีที่เป็นค่าจ้างบริการทั่วไป ฟรีแลนซ์ แบบฟอร์มที่ใช้จะเป็น ภ.ง.ด. 3
  • กรณีที่เป็นนิติบุคคล จะเป็น ภ.ง.ด. 53

อัตราการหัก ณ ที่จ่าย

การหักภาษี ณ ที่จ่ายมีอัตราการหักที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประเภทของค่าใช้จ่ายนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น

  • ค่าจ้าง ค่าจ้างทำของ หักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
  • ค่าเช่า หักภาษี ณ ที่จ่าย 5%
  • ค่าโฆษณา หักภาษี ณ ที่จ่าย 2%
  • ค่าขนส่ง หักภาษี ณ ที่จ่าย 1%
  • เงินเดือน ไม่ได้มีการหักเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่จะคิดในอัตราก้าวหน้าบุคคลธรรมดา โดยต่ำสุดอยู่ที่ 5% และสูงสุดที่ 35%

หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องทำอย่างไร

ในกรณีที่ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทางผู้ประกอบการจะต้องเป็นคนออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับคนถูกว่าจ้างแทน และนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการส่งหลักฐานทวิ 50 ให้กับคนที่ถูกว่าจ้างด้วย เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราได้ออกภาษีแทนและทางฝั่งผู้ถูกว่าจ้างจะได้นำไปยื่นรายได้

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับกิจการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT และทางผู้ประกอบการจะต้องทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนของกรมสรรพากร เพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ และโดยหลักแล้วภาษีมูลค่าเพิ่มจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ภาษีซื้อและภาษีขาย

ภาษีซื้อ ภาษีขาย

เมื่อเราซื้อของมาขาย ซื้อของมาผลิต เราจะถูกคิดภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะเรียกว่า ภาษีซื้อ และเมื่อเราขายสินค้าหรือบริการออกไป เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องเรียกเก็บภาษีกับคนซื้อ ซึ่งเรียกว่า ภาษีขาย และเมื่อถึงสิ้นเดือน ก็จะนำภาษีซื้อและภาษีขายมาหักลบกัน หากพบว่าภาษีขายน้อยกว่าภาษีซื้อ เราก็สามารถทำได้โดย

  1. ขอคืนภาษี ด้วยการให้กรมสรรพากรโอนเงินกลับคืนมาให้ โดยที่สรรพากรจะมีกระบวนการในการเรียกเก็บและตรวจสอบเอกสาร ซึ่งอาจจะใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี
  2. ขอเครดิตภาษี เป็นเครดิตที่เราติดไว้ที่กรมสรรพากร เพื่อถ้าเดือนหน้าจะต้องทำการจ่ายภาษี ก็สามารถนำเครดิตนี้มาหักลบได้ และพันยอดทบกันไปได้เรื่อย ๆ ทุกเดือน ซึ่งการทำแบบนี้จะสะดวกกว่ามาก

แต่ในกรณีที่ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ทางฝั่งเราต้องนำส่งเงินที่เกินนั้นให้กรมสรรพากร หรือหากมีเครดิตทางภาษีซื้อจากเดือนก่อน ก็สามารถนำไปหักได้

ตัวอย่างการคำนวณ VAT

กรณีที่ 1: ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ (ต้องนำส่งภาษี)

สถานการณ์นี้มักเกิดขึ้นในเดือนที่ธุรกิจมียอดขายสูงกว่ายอดสั่งซื้อสินค้า หรือพูดง่าย ๆ คือเราเก็บ VAT จากลูกค้ามามากกว่า VAT ที่เราจ่ายให้กับซัพพลายเออร์

  • รายได้จากการขาย: 100,000 บาท
  • ภาษีขาย (7%): 7,000 บาท (100,000 × 7%)
  • ต้นทุนการซื้อสินค้า: 60,000 บาท
  • ภาษีซื้อ (7%): 4,200 บาท (60,000 × 7%)

เมื่อนำภาษีขาย (7,000 บาท) หักลบด้วยภาษีซื้อ (4,200 บาท) จะเห็นว่าเรามีภาษีขายส่วนเกินอยู่ 2,800 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้คือเงินที่เราเรียกเก็บจากลูกค้ามาเกินกว่าที่เราจ่ายไป ดังนั้น กิจการจึงมีหน้าที่ต้องนำเงิน 2,800 บาทนี้ส่งมอบให้กับกรมสรรพากร

กรณีที่ 2: ภาษีขายมูลค่าน้อยกว่าภาษีซื้อ

สถานการณ์นี้มักเกิดในเดือนที่เรามีการลงทุนซื้อของเข้าร้านล็อตใหญ่ หรือซื้อสินค้าตุนไว้มากกว่ายอดขายที่ทำได้ในเดือนนั้น ทำให้เราจ่าย VAT ออกไปมากกว่าที่เก็บเข้ามาได้

  • รายได้จากการขาย: 50,000 บาท
  • ภาษีขาย (7%): 3,500 บาท (50,000 × 7%)
  • ต้นทุนการซื้อสินค้า: 120,000 บาท
  • ภาษีซื้อ (7%): 8,400 บาท (120,000 × 7%)

เมื่อนำภาษีขาย (3,500 บาท) หักลบด้วยภาษีซื้อ (8,400 บาท) ปรากฏว่าภาษีซื้อมียอดสูงกว่าถึง 4,900 บาท ซึ่งหมายความว่าเราจ่ายภาษีล่วงหน้าไปมากกว่าที่เก็บได้ ในกรณีนี้ ทางกิจการมีสิทธิเลือกดำเนินการได้ 2 วิธี

ขอคืนภาษี หรือขอเครดิต แบบไหนดีกว่า

เมื่อเจอกรณีที่ภาษีซื้อเกิน ผู้ประกอบการมีทางเลือก 2 ทาง คือขอให้สรรพากรโอนเงินคืนมา หรือขอเก็บเป็นเครดิตไว้ที่สรรพากรก่อน ในทางเทคนิคไม่มีอะไรผิดอะไรถูก เลือกแบบไหนก็ได้ แต่ทั้งสองทางมีผลต่างกันในทางปฏิบัติ

  • การขอคืนภาษี เราจะได้เงินกลับเข้ากระเป๋า แต่มีสิ่งแลกมาคือกระบวนการตรวจสอบเอกสารจากสรรพากร ซึ่งอาจใช้เวลา 6 เดือนไปจนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ใครที่ไม่อยากวุ่นวายกับการเตรียมเอกสารให้ตรวจ อาจต้องชั่งน้ำหนักตรงนี้
  • ขอเครดิตทางภาษี ยอดที่เกินจะถูกยกไปใช้ในเดือนถัดไปได้ทันที และยังพันยอดไปใช้ต่อเนื่องได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะหมด วิธีนี้สะดวกและไม่ต้องผ่านการตรวจสอบยาว ๆ จึงเป็นทางเลือกที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกใช้

เมื่อเจอกรณีที่ภาษีซื้อเกิน ผู้ประกอบการมีทางเลือก 2 ทาง คือขอให้สรรพากรโอนเงินคืนมา หรือขอเก็บเป็นเครดิตไว้ที่สรรพากรก่อน ในทางเทคนิคไม่มีอะไรผิดอะไรถูก เลือกแบบไหนก็ได้ แต่ทั้งสองทางมีผลต่างกันในทางปฏิบัติ

แบบฟอร์มและรายงานทางภาษี

เมื่อคำนวณภาษีเสร็จแล้ว งานยังไม่จบแค่นั้น เพราะในแบบฟอร์มการยื่นจะระบุไว้ชัดเจนว่าเรามีการชำระภาษีเยอะเกินมาเป็นจำนวนเท่าไหร่ ถ้าอยากขอเครดิต ก็ลงไว้ว่าชำระเกิน ถ้าอยากขอคืน ก็ลงชื่อขอคืน แต่เตรียมใจว่าจะต้องเจอกระบวนการตรวจสอบจากสรรพากรตามมา นอกจากนี้ ในแต่ละเดือนเรายังต้องจัดทำ รายงานภาษีซื้อ และ รายงานภาษีขาย เก็บไว้เป็นรายละเอียดประกอบ เหตุผลคือแบบฟอร์ม ภ.พ. 30 ที่เรายื่นไปนั้นแสดงเป็นยอดรวมก้อนใหญ่เท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าแต่ละบิลคืออะไร ซื้อจากใคร ขายให้ใคร รายงานสองตัวนี้จึงทำหน้าที่เป็นเอกสารสนับสนุนที่บอกเบื้องหลังของตัวเลขเหล่านั้น

เวลาที่สรรพากรเรียกตรวจ จะขอดูรายงานย่อยเหล่านี้เพื่อเช็กว่ายอดรวมที่เราส่งไปกระทบยอดตรงกับรายงานย่อยหรือไม่ ถ้าเอกสารไม่ตรงกันก็จะกลายเป็นปัญหา ดังนั้นธุรกิจที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มทุกรายจึงต้องจัดทำและเก็บรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายคู่กันไปเสมอ ไม่ใช่ทำแค่แบบ ภ.พ. 30 แล้วจบ

เมื่อไหร่ที่ต้องออกใบกำกับภาษี

เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีและต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม คำถามที่ตามมาคือแล้วเราจะออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าตอนไหน คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า Tax Point ซึ่งเป็นจุดที่กฎหมายกำหนดจุดนี้คือจุดที่เราต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ให้สรรพากร โดยที่ Tax Point ของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกันทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเราทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป หรือเป็นธุรกิจบริการ

ธุรกิจซื้อมาขายไป

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นการซื้อของมาแล้วขายต่อ Tax Point จะเกิดขึ้นได้ใน 3 สถานการณ์ ซึ่งกฎง่าย ๆ คือ อันไหนเกิดก่อนก็ให้ยึดจุดนั้นเป็น Tax Point ทันที

  • เมื่อส่งมอบสินค้า หรือคือตอนที่ของถึงมือคนซื้อ นี่คือจุดพื้นฐานที่สุดและเจอบ่อยที่สุด พอสินค้าเปลี่ยนมือเมื่อไหร่ เราก็ต้องออกใบกำกับภาษีและเริ่มนับรวมเข้าเดือนนั้น
  • รับค่ามัดจำ เมื่อเราได้รับมัดจำค่าสินค้ามาก่อนส่งของ หลายคนอาจไม่รู้ว่าเงินมัดจำก็มี VAT ด้วยเหมือนกัน พอรับมัดจำเข้ามาก็ถือว่า Tax Point เกิดขึ้นแล้วในส่วนนั้น ต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ในเดือนที่รับเงิน
  • ขอใบกำกับภาษีก่อน คือสถานการณ์ที่ลูกค้ามาขอใบกำกับภาษีก่อน ทั้งที่ของยังไม่ได้ส่งและยังไม่ได้รับเงินมัดจำอะไรเลย เพียงแค่เราออกใบกำกับภาษีไปแล้ว ก็ถือว่า Tax Point เกิดขึ้นทันที ต้องนำส่ง VAT ขายในเดือนนั้นเช่นกัน จะมาอ้างว่ายังไม่ได้ส่งของเลยไม่ต้องนำส่งไม่ได้

หลักคิดสำคัญของฝั่งซื้อมาขายไปคือ กรณีไหนเกิดก่อน จุดนั้นคือ Tax Point ไม่ต้องรอให้ครบทุกข้อ

ธุรกิจบริการ

ฝั่งธุรกิจบริการมีหลักการต่างออกไปเล็กน้อย เพราะการให้บริการไม่มีของที่จับต้องส่งมอบให้ได้แบบธุรกิจซื้อมาขาย Tax Point จึงไปผูกกับเหตุการณ์ทางการเงินแทน

  • รับชำระเงิน คือตอนที่เราได้รับชำระเงินค่าบริการเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระเต็มจำนวน หรือชำระเป็นงวด พอเงินเข้ามาเมื่อไหร่ Tax Point ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น
  • ขอใบกำกับภาษีก่อน กรณีที่ลูกค้าขอใบกำกับภาษีไปก่อน เหมือนกับธุรกิจซื้อมาขาย เมื่อออกใบกำกับไปแล้วก็ต้องนำส่ง VAT ในเดือนนั้น

สรุปง่าย ๆ สำหรับธุรกิจบริการคือ เหตุการณ์ไหนเกิดก่อนระหว่างรับเงินกับออกใบกำกับ Tax Point ก็เกิดที่ตรงนั้น และเราต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า พร้อมนำส่ง VAT ขายให้สรรพากรในเดือนเดียวกัน

ค่าใช้จ่ายต้องห้าม

ในการทำธุรกิจ หลายครั้งที่เรามีรายจ่ายเกิดขึ้นจริง แต่กลับถูกสรรพากรตีเป็น ค่าใช้จ่ายต้องห้าม หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ซึ่งส่งผลให้กำไรทางบัญชีสูงกว่าความเป็นจริง และทำให้กิจการต้องเสียภาษีมากขึ้น แต่ก็มีวิธีการที่เราสามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายต้องห้ามนั้นให้ถูกต้อง คือ

1. การกำหนดนโยบายสวัสดิการพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร

สาเหตุหลักที่ค่าใช้จ่ายบางอย่างถูกปัดตก มักเป็นเพราะสรรพากรมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น หากกรรมการบริษัทเบิกค่าไปเที่ยวต่างประเทศเพียงคนเดียว แบบนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม แต่ถ้าเราเปลี่ยนรูปแบบเป็นการพาพนักงานทุกคนไป Outing ท่องเที่ยวประจำปีพร้อมกันหมด ค่าใช้จ่ายก้อนนี้จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทันที เพราะมีความเสมอภาคดังนั้น กิจการจึงควรจัดทำนโยบายสวัสดิการพนักงานให้ชัดเจน คือ

  • ออกเป็นระเบียบชัดเจน: ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจ เช่น กรรมการบริษัท
  • พนักงานทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม: เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือค่ากาแฟ หากพนักงานที่ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ทุกคนสามารถเบิกได้ตามเกณฑ์เดียวกัน สรรพากรจะมองว่ามีความเหมาะสม
  • เกี่ยวข้องกับกิจการ: ค่าใช้จ่ายต้องอธิบายได้ว่าเชื่อมโยงกับงานอย่างไร เช่น บริษัทอยู่เชียงใหม่ แต่มีบิลค่าน้ำมันที่กรุงเทพฯ ก็ต้องสามารถชี้แจงแผนการเดินทางไปพบลูกค้าที่กรุงเทพฯ ได้
  • สมเหตุสมผลและไม่เกินควร: ค่าใช้จ่ายต้องอยู่ในเกณฑ์ที่พอดี เช่น การเดินทางไปทำงานสามารถเบิกค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดได้ แต่หากเลือกนั่งชั้น First Class สรรพากรอาจมองว่าเกินความจำเป็น และอาจให้ปรับลดมาเบิกได้แค่ในเรตของชั้นประหยัดเท่านั้น

2. การใช้ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน เมื่อไม่มีบิล

อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกคือ การจ่ายเงินซื้อของหรือบริการแล้วผู้ขายไม่สามารถออกใบเสร็จให้ได้ ทำให้ไม่มีหลักฐานไปประกอบการลงบัญชี ในกรณีนี้ หากเป็นการจ่ายเพื่อกิจการจริง ๆ เราสามารถใช้เอกสารที่เรียกว่า ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่สรรพากรให้การยอมรับ ซึ่งมีวิธีจัดการเอกสารเมื่อไม่มีใบเสร็จดังนี้

  • จัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จฯ: ให้ผู้จ่ายเงินที่เป็นพนักงานหรือกรรมการ เป็นผู้เขียนรายละเอียดเองว่า จ่ายค่าอะไร จำนวนเงินเท่าไหร่ พร้อมระบุชื่อ ตำแหน่ง และเซ็นรับรองว่าได้จ่ายเงินจำนวนนี้เพื่อใช้ในกิจการจริง ๆ
  • ต้องแนบหลักฐานประกอบเสมอ: ลำพังแค่ใบรับรองฯ อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีหลักฐานอื่นประกบด้วย เช่น 
    • กรณีซื้อของไหว้เจ้า/ศาลพระภูมิ: ให้ถ่ายรูปพวงมาลัยหรือของไหว้คู่กับศาลพระภูมิเก็บไว้เป็นหลักฐาน
    • กรณีสั่งซื้อของออนไลน์ (ไม่ออกบิล): ให้แคปหน้าจอคำสั่งซื้อในแอปพลิเคชัน และถ่ายรูปสินค้าที่ได้รับจริงมาแนบกับใบรับรองด้วย

ไทม์ไลน์การยื่นภาษี

  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย : ต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สำหรับการยื่นออนไลน์ ข้อดีของภาษีตัวนี้คือ ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักไว้จริงเท่านั้น เดือนไหนไม่มีรายการก็ไม่ต้องยื่น ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนปรับ
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) : ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายตรงที่ต้องยื่นทุกเดือนแม้จะไม่มีการซื้อขายเลยก็ตาม กำหนดยื่นภายใน วันที่ 15 สำหรับแบบกระดาษ หรือ วันที่ 23 สำหรับแบบออนไลน์ ของเดือนถัดไป ถ้าเดือนไหนเงียบไม่มีรายการ ก็ยังต้องยื่นแบบฟอร์มเปล่ายอดศูนย์อยู่ดี หากไม่ยื่นจะมีค่าปรับ 300-500 บาท ทันที
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) : ต้องยื่นภายใน 2 เดือน นับจากวันปิดรอบบัญชีครึ่งปี ลักษณะคือการประมาณการกำไรทั้งปีล่วงหน้า แล้วนำส่งภาษีไปก่อนหนึ่งรอบ แต่ถ้าเป็นกิจการที่เพิ่งเปิดในปีแรกจะได้รับยกเว้น ไม่ต้องยื่นครึ่งปี
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันปิดรอบบัญชีโดยส่วนใหญ่คือสิ้นเดือนธันวาคม ส่วนนี้จะคิดจากกำไรสุทธิจริงทางภาษีของทั้งปี แล้วนำยอดที่จ่ายไปตอนครึ่งปีและเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาหักออก เพื่อดูว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือขอคืน

เทรนด์ใหม่ที่ต้องรู้: ติดตั้งโซล่าเซลล์ ลดหย่อนภาษีได้

หลายคนที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล อาจจะยังไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้แล้ว แต่กรมสรรพากรมีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งคือ ใบเสร็จที่นำมาใช้ต้องเป็น ใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ถ้ายังเป็นใบกำกับภาษีกระดาษทั่วไปก็ใช้สิทธิไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย

Q : ซื้อของไหว้เจ้า ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม

ได้ แต่ต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วน โดยต้องทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินพร้อมแนบรูปถ่าย การไหว้เจ้าเพื่อยืนยันว่าทำจริงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่กิจการ และต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล เช่น พวงมาลัยหรือของไหว้ทั่วไป ไม่ใช่จัดโต๊ะจีนชุดใหญ่ทุกเดือนจนผิดสัดส่วน จุดที่ต้องระวังคือ ของไหว้เจ้าสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อย่างเดียว ไม่สามารถนำไปเคลมภาษีซื้อได้

Q : ใบสำคัญจ่าย กับ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ต่างกันยังไง

สองเอกสารนี้ทำหน้าที่คล้ายกันคือใช้ยืนยันการจ่ายเงิน แต่ต่างกันที่สถานการณ์ ใบสำคัญจ่ายใช้เมื่อเรารู้ว่าผู้รับเงินคือใคร สามารถให้เขาลงชื่อรับและแนบสำเนาบัตรประชาชนได้ ส่วนใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินใช้เมื่อเราไม่รู้หรือไม่สามารถขอข้อมูลผู้รับเงินได้ เช่น ซื้อพวงมาลัยจากแม่ค้าข้างทางที่ไม่มีใบเสร็จและไม่มีข้อมูลนิติบุคคล

Q : รายได้ของกิจการ นับตอนไหน

ในทางบัญชีและภาษีจะยึดหลัก เกณฑ์สิทธิ์ (Accrual Basis) ซึ่งหมายความว่าจะรับรู้รายได้เมื่อสิทธิในการรับเงิน เกิดขึ้น ไม่ใช่วันที่ได้รับเงินสดจริง เช่น ถ้าส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าในเดือนธันวาคม แต่ลูกค้าเพิ่งโอนเงินให้ในเดือนมกราคม กิจการก็ต้องบันทึกรายได้ก้อนนี้ในเดือนธันวาคม ไม่ใช่มกราคม

Q : เกณฑ์สิทธิ์หรือเกณฑ์คงค้างคืออะไร

เกณฑ์สิทธิ์เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการมือใหม่มักงง เพราะดูเหมือนซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วหลักคิดมันตรงไปตรงมา โดยเกณฑ์สิทธิ์หรือเกณฑ์คงค้างคือการรับรู้รายการตั้งแต่ตอนที่สิทธิเกิดขึ้น เช่น ค่าน้ำค่าไฟที่เราใช้ก่อนแล้วจ่ายทีหลัง ค่าใช้จ่ายจะถูกบันทึกตั้งแต่ตอนใช้งา เพราะระบบบัญชีของไทยใช้ระบบบัญชีคู่ ดังนั้นเวลาบันทึกจะต้องลง 2 ขาเสมอ ถ้าฝั่งหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแต่ยังไม่ได้จ่ายจริง อีกฝั่งก็จะกลายเป็น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หรือ เจ้าหนี้ ในทางกลับกัน ถ้ามีรายได้แต่ยังไม่ได้รับเงิน ก็จะเกิด ลูกหนี้การค้า ขึ้นมาแทน สรุปง่าย ๆ คือเกณฑ์สิทธิ์กับการทำค้างจ่ายเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแค่มองคนละด้านของสมการ

Q : ภาษีบุคคลธรรมดากับการรับเงิน 13 เดือน

มีคำถามว่าถ้าบริษัทหักภาษีไว้ 13 เดือน (ทดปี 67 จ่ายปี 68) จะต้องยื่นภาษี 22 หรือ 23 เดือน จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ภาษีบุคคลธรรมดาใช้ เกณฑ์เงินสด ไม่ใช่เกณฑ์สิทธิ์เหมือนนิติบุคคล แปลว่าเราได้รับเงินในปีไหนก็นำมายื่นในปีนั้น เงินที่ได้ในปี 68 ก็จะไปรวมอยู่ในการยื่นภาษีของปี 68 แต่ในรายละเอียดควรรีเช็กกับบริษัทอีกทีว่า ภ.ง.ด. 1 ที่นำส่งสรรพากรไปนั้นครอบคลุมถึงเดือนไหน

Q : ภ.ง.ด. 51 ยื่นเองได้ไหม

หลายคนเข้าใจว่าการยื่น ภ.ง.ด. 51 ต้องให้บริษัทบัญชีปิดงบก่อนเท่านั้น จริง ๆ แล้วเจ้าของธุรกิจสามารถยื่นเองได้ผ่านระบบ E-Filing ของสรรพากร เพราะมันไม่ใช่งบการเงินตัวจริง แต่เป็นเพียงการประมาณการกำไรทั้งปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนจะดีกว่า เหตุผลคือปลายปีเวลายื่น ภ.ง.ด. 50 ถ้าเราประมาณการกลางปีต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% จะมีค่าปรับเพิ่ม ทำให้ต้องแก้ไขย้อนหลัง การวางแผนตัวเลขตั้งแต่ต้นจึงช่วยประหยัดเวลาและเงินในระยะยาว

Q : ธุรกิจซื้อมาขายไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รับรู้รายได้วันไหน

คำถามนี้เป็นประเด็นที่คนขายของออนไลน์ให้ความสนใจมาก คำตอบคือให้บันทึกรับรู้รายได้ตั้งแต่วันที่มีออเดอร์เข้ามาและเตรียมจัดส่ง ไม่ใช่วันที่เงินเข้ากระเป๋า เพราะตามหลักแล้วสิทธิในการรับรายได้เกิดขึ้นตั้งแต่เราจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ใบกำกับภาษีก็ออกตามวันที่จัดส่งสินค้า ส่วนวันที่รับเงินจริงถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งในทางบัญชี

ทำไม eTaxGo และ FlowAccount ตัวช่วยจัดการด้านภาษี ตอบโจทย์ SME ยุคใหม่

ความยากของการจัดการภาษีไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของกฎหมายอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ปริมาณเอกสารที่ต้องจัดการในแต่ละเดือน การใช้ระบบอย่าง FlowAccount จึงช่วยลดภาระตรงนี้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการออกใบเสนอราคา ใบส่งของ ใบกำกับภาษี ไปจนถึงการเก็บเอกสารให้อยู่ในที่เดียว โดยจุดเด่นที่ผู้ประกอบการชอบคือฟีเจอร์ที่เปลี่ยนใบเสร็จกระดาษธรรมดาให้กลายเป็นเอกสารในระบบได้ทันที โดยไม่ต้องพิมพ์หรือสแกนใหม่ และเพราะเป็นระบบคลาวด์ จึงใช้งานได้ทุกที่ ตอบโจทย์วิถี Work From Anywhere ที่กำลังเป็นเรื่องปกติของธุรกิจในวันนี้

เมื่อเราจัดการเอกสารภายในบริษัทได้เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำส่งใบกำกับภาษีไปยังกรมสรรพากร ซึ่งเป็นงานที่ฝั่งบัญชีต้องทำเป็นประจำ เครื่องมืออย่าง eTaxGo เข้ามาช่วยให้การจัดทำและนำส่งใบกำกับภาษีเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องยื่นเอกสารกระดาษแบบเดิม อำนวยความสะดวกทั้งผู้ประกอบการและลูกค้าของเรา โดยเฉพาะเรื่องการจัดเก็บที่ทำได้ในระบบเดียวจบ

ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ eTax ได้ที่
Blog:
www.etaxgo.com/blog
Facebook: https://www.facebook.com/eTaxGo.official


Tags

ภาษีนิติบุคคล


บทความที่น่าสนใจ

ค่าปรับภาษีย้อนหลัง เสียเท่าไร ยื่นไม่ดีมีสิทธิ์เสียเพิ่ม

ค่าปรับภาษีย้อนหลัง เสียเท่าไร ยื่นไม่ดีมีสิทธิ์เสียเพิ่ม

e-donation คืออะไร พร้อมรายชื่อโรงเรียน-วัด เพื่อลดหย่อนภาษี

e-donation คืออะไร พร้อมรายชื่อโรงเรียน-วัด เพื่อลดหย่อนภาษี
>