ขอคืนภาษี

ในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี จะเป็นวันสุดท้ายของการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 และหากใครที่มีสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ก็สามารถยื่นเรื่องเพื่อทำการลดหย่อนได้เพื่อให้เราเสียภาษีน้อยลง และจะได้เงินภาษีที่เคยหักไว้กลับมา แล้วการขอคืนภาษีต้องทำอย่างไร ทำไมบางคนแม้จะได้เงินภาษีคืน แต่กลับเลือกที่จะไม่ขอคืนภาษี วันนี้เรามีคำตอบกัน

อยากได้เงินภาษีคืน ต้องทำอย่างไร

การที่เราจะได้เงินภาษีที่หักไว้คืนนั้น จะต้องมีการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ก่อน จากนั้นจะมีการประเมินว่า จากรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว ผู้ยื่นภาษีจะได้เงินคืนหรือจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม รวมถึงการที่เป็นฟรีแลนซ์ต้องการที่จะขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ด้วย

ขั้นตอนในการขอคืนภาษี

  1. รวบรวมเอกสารภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือ ทวิ 50 ทั้งหมด รวมไปถึงเอกสารลดหย่อน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเป็น
  2. ทำการยื่นภาษี โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรผ่านระบบ e-filing
  3. หากเป็นคนทำงานมีเงินเดือนหรือฟรีแลนซ์ ให้เลือก ภ.ง.ด.90/91
  4. เลือกใช้ข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับ และตรวจสอบความถูกต้องว่า เงินได้ ค่าลดหย่อน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้
  5. กรอกข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน และเมื่อถึงหน้าสุดท้าย ให้ทำการกดเลือก “มีความประสงค์จะขอคืนภาษี”
  6. หากสรรพากรทำการวิเคราะห์แบบเสร็จสิ้นทั้งหมด และคืนเงินภาษีแล้ว จะมีข้อความ SMS ส่งมายังเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ และแจ้งว่า “คืนภาษี (เลขประจำตัวประชาชน) ผ่านพร้อมเพย์ เมื่อวันที่ xx/xx/xxxx”

ตรวจสอบคืนภาษี ที่ไหน

การที่เราจะรู้ได้ว่าเราจะได้ภาษีคืนหรือไม่ ต้องมีการยื่นภาษีเงินได้บุคคลประจำปี ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าในปีนี้เราจะต้องเสียภาษีเพิ่ม หรือจะได้เงินคืนภาษี หากเงินภาษีที่หักไว้ทั้งปีมีมากกว่าภาษีที่เราต้องจ่าย เราก็สามารถทำเรื่องเพื่อขอคืนภาษีกับกรมสรรพากรได้

โดยการตรวจสอบว่าเราได้ภาษีคืนหรือไม่นั้น สามารถทำได้ดังนี้:

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ My Tax Account จากกรมสรรพากร
  2. เลือกล็อกอินด้วย Digital ID (ผ่านแอปพลิเคชัน)
  3. เมื่อเข้ามาแล้ว จะเห็นประวัติการยื่นแบบ ที่ระบุปีภาษีที่ยื่นแบบ วันที่ยื่นแบบ ประเภทที่ยื่นแบบ ช่องทางที่ยื่นแบบ และสถานะแบบ
  4. กดติดตามสถานะขอคืน / นำส่งเอกสาร
  5. หากไม่ได้มีการขอคืนภาษี หรือมีการจ่ายภาษีเพิ่ม จะระบุว่า “แบบของท่านไม่ใช่แบบขอคืนภาษี” ซึ่งถือว่าสถานะจบตรงนี้
  6. ในกรณีที่มีการขอคืนภาษี ให้ดูที่สถานะว่าไปถึงไหน หากสรรพากรมีการขอเอกสารเพิ่มเติม จะต้องกดเลือกที่ “เลือกเอกสารเพื่อนำส่ง” ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้ที่ยื่นภาษีไม่จำเป็นที่จะต้องส่งเอกสารทุกใบทุกฉบับให้สรรพากรตอนยื่นขอคืนภาษี แต่การส่งเอกสารให้สรรพากรดูก่อน ก็จะช่วยให้สรรพากรทำงานได้ง่ายขึ้นและขอคืนภาษีได้เร็วกว่าเดิม

ขอคืนภาษี ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การยื่นขอคืนภาษีนั้น ไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารไปก่อน แต่การยื่นภาษีนั้นจะเป็นการยื่นภาษีอากรประเมิน หากมีจุดที่เจ้าหน้าที่สรรพากรสงสัย หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ยื่นภาษีที่จะต้องเก็บเอกสารหลักฐานทุกอย่างที่ยื่นภาษีไปไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยเอกสารที่มีเช่น:

  • หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย หรือ ทวิ 50
  • สูติบัตรบุตร (ในกรณีลดหย่อนภาษีด้วยบุตร) หนังสือรับรองการหักลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา หรือ ล.ย.03 บัตรคนพิการ
  • หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกัน / หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุน / หนังสือรับรองดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย
  • ใบกำกับภาษี ใบเสร็จทำบุญ ใบเสร็จจากการบริจาค

ขอคืนภาษี กี่วันได้เงินคืน

เมื่อยื่นภาษี สรรพากรจะใช้เวลาตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าเงินได้และการลดหย่อนของเราซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเวลาที่จะได้เงินคืนนั้น มีตั้งแต่หลักไม่กี่สัปดาห์ ไปจนถึง 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีบางคนอาจจะต้องใช้เวลาขอคืนภาษีเป็นปี อันเนื่องมาจากการที่เมื่อสรรพากรได้รับแบบแล้ว และมีการขอคืนภาษี สรรพากรจะทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานทุกอย่าง หากพบข้อสงสัยก็จะทำการขอเอกสารเพิ่ม และต้องรอจนกว่าผู้ยื่นจะส่งเอกสารมาให้ จุดนี้จะต้องมานับหนึ่งในการเริ่มนับวันในการวิเคราะห์แบบใหม่ จึงเป็นไปได้ที่กว่าจะได้คืนภาษีก็อาจจะนานเป็นปี

การขอคืนภาษี คืนทางไหน

  • คืนผ่านพร้อมเพย์: หลังจากที่มีการยื่นภาษี และแจ้งความประสงค์ในการขอคืนภาษี เมื่อสรรพากรทำการตรวจสอบเสร็จครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว สรรพากรจะทำการคืนเงินภาษีผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
  • คืนผ่าน ธ.กรุงไทย และ ธ.ก.ส.: หากเราต้องการขอคืนภาษีแต่ไม่ต้องการรับเงินผ่านพร้อมเพย์ กรมสรรพากรจะออกหนังสือแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) เป็นหลักฐาน และให้นำหนังสือนี้ไปติดต่อรับเงินคืนที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส.
  • คืนผ่านเช็ค: สำหรับผู้ถึงความตายระหว่างปีภาษีที่มีคำสั่งศาล และได้รับหนังสือ ค.21 ผู้จัดการมรดกยังคงสามารถขอรับเงินคืนได้ที่ ธ.กรุงไทย ในรูปแบบแคชเชียร์เช็ค โดยแสดงคำสั่งศาลพร้อมบัตรประชาชนของผู้จัดการมรดก และในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล วิสาหกิจชุมชน กองมรดกที่ยังไม่แบ่ง กรมสรรพากรจะออกหนังสือ ค.21 พร้อมเช็คและจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ เพื่อนำไปฝากเข้าบัญชีธนาคาร

ทำไมบางคนไม่ขอคืนภาษี

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่บางคน โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ รับจ้าง หรือมีรายได้หลายทาง เมื่อยื่นภาษีแล้วอาจจะไม่ขอภาษีคืน มักเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น:

  • ไม่อยากถูกตรวจสอบ: ในกรณีนี้มักเกิดขึ้นทั้งกับคนที่มีรายได้หลายทาง ทั้งงานประจำ ฟรีแลนซ์ นายหน้า บ้านเช่า และอื่น ๆ เมื่อยื่นภาษีแล้วมองว่าหากขอคืนภาษี จะถูกสรรพากรตรวจสอบหนักมากขึ้น มีการเรียกขอดูเอกสาร และอาจนำไปสู่การพบว่ามีรายได้บางตัวที่ไม่ได้ยื่นจนถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง จึงเลือกตัดปัญหาด้วยการไม่ขอคืนภาษี
  • เอกสารไม่ครบ: แม้บางคนจะยื่นรายได้ครบถ้วน แต่พบว่าเอกสารไม่ครบ หลงลืมไม่รู้ว่าเอกสารอยู่ที่ไหน หรือในบางกรณีที่ผู้ว่าจ้างหักเงินไปแล้ว 3% แต่ไม่นำส่งกรมสรรพากร เมื่อยื่นภาษีจะไม่พบข้อมูล จึงเลือกที่จะไม่ขอคืนภาษี
  • ไม่อยากยุ่งยาก: หลายคนมองว่าการยื่นภาษีเป็นเรื่องที่เสียเวลา เพราะต้องรวบรวมหาเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และไม่อยากถูกตรวจสอบเยอะ เมื่อแลกกับเงินคืนภาษีที่ถูกหักไว้ซึ่งอาจจะไม่ได้มีจำนวนมากมาย จึงเลือกที่จะไม่ยื่น นำไปสู่การไม่ได้เงินภาษีคืนแม้ว่าตนเองจะมีสิทธิ์ได้เงินคืนก็ตาม

ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ eTax ได้ที่
Blog:
www.etaxgo.com/blog
Facebook: https://www.facebook.com/eTaxGo.official


Tags

ขอคืนภาษี


บทความที่น่าสนใจ

รู้จัก Tisa ลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ ปิดตำนาน Easy e-receipt

รู้จัก Tisa ลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ ปิดตำนาน Easy e-receipt

ติดตั้ง Solar Rooftop ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สรุปสิ่งที่ต้องรู้

ติดตั้ง Solar Rooftop ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สรุปสิ่งที่ต้องรู้

ภ.พ.36 คืออะไร แตกต่างอย่างไรกับ ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด.54

ภ.พ.36 คืออะไร แตกต่างอย่างไรกับ ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด.54
>