สำหรับผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกเหนือจากภาษีซื้อ – ภาษีขาย และการยื่น ภ.พ.30 ที่ต้องทำความเข้าใจแล้ว ภาษีอีกปนะเภทที่ต้องรู้จักคือ ภ.พ.36 ซึ่งแม้จะชื่อคล้ายกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน และการยื่น ภ.พ.36 นั้น มีความแตกต่างอย่างมาก เพราะมีความเป็นไปได้ที่บริษัทในไทยจะต้องออกภาษีแทนบริษัทคู่ค้าที่เป็นต่างชาติเพื่อนำส่งภาษีให้สรรพากร ซึ่งวันนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเรื่อง ภ.พ.36 กันให้ชัด พร้อมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ภ.พ.36 ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด.54
ภ.พ.36 คืออะไร
ภ.พ.36 คือ แบบรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องส่งให้กรมสรรพากร อันเนื่องมาจากการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นมาจากต่างประเทศ ซึ่งที่คนมักจะพบโดยส่วนมาก คือการที่บริษัทห้างร้านใช้บริการจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น การซื้อโฆษณากับ Meta, Google, TikTok หรือกระทั่งแพลตฟอร์มดูหนัง ฟังเพลง ไฟล์สตรีม โดยที่การยื่น ภ.พ.36 สามารถยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป หากเป็นการยื่นผ่านทางออนไลน์จะขยายระยะเวลาเพิ่มอีก 8 วัน
ใครที่ต้องยื่น ภ.พ.36
หากผู้ขายสินค้าหรือบริการอยู่ในไทย และผู้ซื้ออยู่ในไทย แน่นอนว่าเมื่อเสียภาษีก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ที่มีหน้าที่เรียกเก็บเงินและนำส่ง VAT ก็คือผู้ขาย แต่หากผู้ขายสินค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ผู้ซื้ออยู่ในไทย สรรพากรเองจะไปเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ขายไม่ได้ หน้าที่ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจึงตกเป็นของผู้ซื้อแทน
ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 จึงต้องเป็น:
- ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศ
- ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย ที่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศ และบริษัทนั้นได้เข้ามาขายสินค้าหรือบริการในไทยเป็นการชั่วคราว โดยที่บริษัทไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยิงแอด Facebook, Google หรือใช้บริการจากแอปพลิเคชันจองที่พักอย่าง Booking.com หรือแอปฯ ดูหนังฟังเพลงอย่าง Spotify, Netflix, บริการ Cloud, Dropbox, Zoom เป็นต้น
นั่นจึงทำให้ผู้ซื้อจะต้องมีการแจ้งกับทางผู้ขายว่าต้องไม่มีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ในค่าบริการ เพราะทางผู้ซื้อจะต้องเป็นคนนำส่งภาษีนั้นด้วยตัวเองด้วยแบบฟอร์ม ภ.พ.36
ความแตกต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.พ.30
สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจระหว่าง ภ.พ.36 กับ ภ.พ.30 คือ ทั้งสองประเภทเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน เก็บในสัดส่วน 7% เท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ:
- วัตถุประสงค์: ภ.พ.30 เป็นการเรียกเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ในประเทศ แต่ ภ.พ.36 คือการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศที่ให้บริการในไทย
- ผู้เรียกเก็บ – ผู้ยื่น: ภ.พ.30 ผู้เรียกเก็บและผู้ยื่นภาษีจะเป็นผู้ขาย แต่ ภ.พ.36 ผู้เรียกเก็บและผู้ยื่นภาษีจะเป็นผู้ซื้อ
- กำหนดการ: ภ.พ.30 จะต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วน ภ.พ.36 จะต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป แต่ทั้ง 2 กรณีหากเป็นการยื่นออนไลน์ วันที่ยื่นจะเพิ่มเข้าไปอีก 8 วัน
- วิธีการยื่น: ภ.พ.30 จะนำมาคิดภาษีขาย – ภาษีซื้อ เหลือเท่าไรแล้วสามารถขอคืนหรือเก็บเป็นเครดิตภาษีซื้อในเดือนถัดไป แต่หากเป็น ภ.พ.36 เนื่องจากผู้ให้บริการไม่ได้มีการจด VAT ในไทย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่จ่ายเงินภาษีนี้เอง และเมื่อยื่นแบบ ภ.พ.36 จะได้รับใบเสร็จจากกรมสรรพากร และสามารถนำใบเสร็จนั้นมาใช้เป็นเครดิตภาษีซื้อในเดือนถัดไป
ความแตกต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด. 54
สิ่งที่มักทำให้คนเกิดความสับสนคือ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด. 54 เนื่องมาจาก ภ.ง.ด. 54 เป็นการเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทต่างชาติที่ไม่มีสำนักงานในไทย และบริษัทนั้นมีรายได้จากผู้ใช้บริการที่อยู่ในไทย แต่ทั้ง 2 แบบนั้นมีความแตกต่างกันคือ:
- ประเภทของภาษี: ภ.ง.ด. 54 คือภาษีเงินได้ ที่เงินได้นั้นเข้าข่ายเงินได้ 40(2) - 40(6) ในขณะที่ ภ.พ.36 คือภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ฐานภาษี: บริษัทในไทยเมื่อใช้บริการจากบริษัทต่างชาติแล้ว จะมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือออกภาษี ณ ที่จ่ายแทน แล้วนำส่งสรรพากรด้วย ภ.ง.ด. 54 ส่วน ภ.พ.36 นั้น บริษัทในไทยจะมีการคิด VAT 7% จากบริษัทต่างชาติ หรือออก VAT 7% แทน แล้วแต่จะตกลงกัน
- อัตราภาษี: ภ.ง.ด. 54 จะคิดอัตราภาษี 15% หากเป็นเงินได้มาตรา 40(2), 40(3), 40(5), 40(6) และหากเป็นเงินได้ 40(4) จะถูกหักในอัตรา 10% ในขณะที่ ภ.พ.36 จะคิดอัตราภาษีที่ 7%
- ผู้นำส่ง: ทั้ง 2 กรณี ผู้ซื้อที่เป็นบริษัทในไทยจะต้องเป็นผู้นำส่งให้กรมสรรพากร
ตัวอย่างเช่น: บริษัทบ้านออกแบบ ได้จ้างบริษัทต่างชาติให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ คิดเป็นมูลค่า 100,000 บาท เมื่อมีการยื่นภาษี ทางบริษัทบ้านออกแบบจะต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายออก 15% และจ่ายจริงให้บริษัทต่างชาติ 85,000 บาท (แต่หากบริษัทต่างชาติไม่ให้หัก ทางบริษัทบ้านออกแบบก็ต้องจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทน) ส่วน VAT นั้นบริษัทบ้านออกแบบจะต้องออกเอง 7,000 บาท และนำส่งสรรพากร และเมื่อยื่นแล้วก็ยังจะสามารถนำ VAT มาเป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้
ภ.พ.36 นำไปเป็นภาษีซื้ออย่างไร
สำหรับผู้ที่ยื่น ภ.พ.36 สามารถนำภาษีที่จ่ายนั้นกลับมาเป็นภาษีซื้อ ผ่านตัวอย่างนี้:
- เดือนมกราคม: นายวิชัยจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook ในเดือนมกราคมเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนทาง Facebook จะออกใบเสร็จมาให้ว่านายวิชัยจ่ายเงินให้ Facebook ทั้งหมด 1,000 บาท โดยที่ไม่มีการบวก VAT มาด้วย
- เดือนกุมภาพันธ์: นายวิชัยต้องนำส่ง ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ โดยยอดที่ต้องนำส่งคือ 1,000 บาท x 7% = 70 บาท จากนั้นสรรพากรจะออกใบเสร็จมาให้
- เดือนมีนาคม: นำใบเสร็จที่ได้จากสรรพากรมาลงเป็นภาษีซื้อ เพื่อหักลบกับภาษีขายต่อไป
ติดตามเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ eTax ได้ที่
Blog: www.etaxgo.com/blog
Facebook: https://www.facebook.com/eTaxGo.official

